จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เธอเห็นว่า การทำงานกับสังคมหรือชุมชนเป็นการทำงานกับคนหลากหลาย และแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถนำความคิดของตนเองเป็นกรอบในการทำงานอย่างเดียว แต่ต้องเปิดใจให้กว้าง รู้จักรับฟัง และเรียนรู้ เปิด โอกาสให้กับคนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะเราเป็นเพียงคนที่ผ่านมาทำ แต่คนที่อยู่บริเวณนั้นคือคนที่จะอยู่ตลอดไป และเขาจะต้องเป็นคนดูแลชุมชนของเขาต่อไปเองให้ได้
ความเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นในเธอคือ จากเดิมที่เคยเป็นคนทำงานที่มุ่งแต่จุดหมายปลายทางว่าต้องสำเร็จ แต่เมื่อมาทำงานอาสาซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้เธอใส่ใจกับสิ่งข้างทางมากขึ้น สามารถยิ้มและหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ เรียกได้ว่าเป็นก้าวเดินที่ช้าเพื่อไปให้ถึงจุดหมายโดยใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง มากขึ้น
นอกจากนี้เธอเรียนรู้ว่าการ ทำงานอาสาต้องเป็นการเข้าไปช่วยให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้นให้ ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ไม่จำเป็นต้องช่วยพวกเขาทุกอย่าง แต่ให้โอกาสเขาได้แก้ปัญหาด้วยตัวเองด้วย จึงจะสร้างความยั่งยืนได้มากที่สุด
หญิงมองว่าความประทับใจต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เกิดมาจากปัจจัยหลายอย่าง เริ่มจากการมี “ใจที่อยากจะทำ” เปรียบเทียบเหมือนกับยาเสพติดที่ต้องเสพบ่อยๆ เพราะทำให้มีความสุข สิ่งสนับสนุนต่อมาคือศูนย์อาสาสมัครที่คอยเป็นตัวสนับสนุน และเป็นแรงผลักดันซึ่งเธอมักได้รับข่าวสารผ่านพี่ๆ ที่ทำงานอยู่ในศูนย์และให้คำปรึกษาเวลามีปัญหา ต่อมาก็คือผู้ที่หญิงเรียกว่า “คนข้างทาง” ซึ่งหมายถึงคนที่ได้เข้าไปร่วมทำกิจกรรมอาสาด้วย พวกเขาเหล่านี้คือ “เส้นทาง” ที่ทำให้เธอได้เดินไปพบกับเส้นทางสายอาสา อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ระยะเวลาของกิจกรรมที่เป็นโครงการระยะยาว ทำให้คนทำงานไม่ต้องเร่งรีบ มีโอกาสได้คิดทบทวนตัวเองซึ่งเป็นประโยชน์มาก สุดท้ายคือครอบครัวที่จะอยู่เคียงข้างเสมอ เวลาที่เหนื่อยก็จะกลับบ้าน |